ตรวจสุขภาพประจำปี

ไขข้อสงสัย การตรวจสุขภาพประจำปีมีข้อดีอย่างไร?

ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้คนมากมายต่างมีโรคภัยกันง่ายขึ้นกว่าเดิม จนทำให้หลาย ๆ ท่านหันมาสนใจการดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้เมื่อคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไร้การเจ็บป่วยแล้ว ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไป เพราะคุณจะต้องคิดไว้เสมอว่า โรคภัยต่าง ๆ เป็นเรื่องใกล้ตัว แม้ว่าคุณจะควบคุมการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายอยู่เสมอ และดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี เนื่องจากการตรวจสุขภาพประจำปีจะเป็นการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกาย การค้นหาความผิดปกติภายในร่างกายก่อนจะลุกลามจนสายเกินไป ดังนั้นการตรวจร่างกายประจำปีจึงเป็นสิ่งที่ทุกท่านไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

การตรวจสุขภาพประจำปี ควรตรวจอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้วการตรวจสุขภาพประจำปี ทางโรงพยาบาลจะมีคอร์สเอาไว้ให้ทุกท่านได้เลือก และบุคคลทั่วไปจะมีการตรวจทั้งในเรื่องของชีพจร การวัดดัชนีมวลกาย วัดความดันโลหิต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด เพื่อเป็นการดูแนวโน้มของการเกิดโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังมีการตรวจภาวะความดันโลหิตสูง เพราะจะมีผลต่อการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตในอนาคตอีกด้วย การตรวจหาค่าตับ ค่าไต ตรวจระดับกรดยูริคเพื่อตรวจหาโอกาสเกิดโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งการตรวจเหล่านี้จะเป็นการตรวจในขั้นพื้นฐาน และเมื่อตรวจแล้วศูนย์ตรวจสุขภาพจะนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติและตรวจเพื่อหาความเสี่ยงของการเกิดโรคในอนาคตนั่นเอง

ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพที่ทุกท่านไม่ควรมองข้าม

การตรวจสุขภาพประจำปีจะมาพร้อมกับประโยชน์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เข้าตรวจจะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • ช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่โรคอื่น ๆ อาจจะตามมา
  • ช่วยลดการลุกลามของโรคต่าง ๆ ส่งผลให้การรักษามีแนวโน้มจะได้รับความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
  • หากคุณตรวจพบความเสี่ยงของการเป็นโรคต่าง ๆ หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคในอนาคต จะทำให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ หรือยังคิดไม่ถึงว่า ความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ จะอยู่ใกล้เราเพียงนิดเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร ความเครียด รวมทั้งการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อร่างกายและสุขภาพของคุณทั้งสิ้น ดังนั้นทุกท่านจึงไม่ควรละเลยในเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้สุขภาพที่ดีอยู่กับเราตลอดไปนั่นเอง

โรคเมลิออยด์

รู้จักโรคเมลิออยด์ โรคที่พบได้บ่อยในฤดูฝน

ในช่วงฤดูฝนไม่ว่าจะปีไหน ๆ ก็มีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะโรคเมลิออยด์หรือโรคไข้ดิน ซึ่งเป็นโรคที่มักพบบ่อยในช่วงฤดูฝน โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ โดยสามารถพบได้ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย แม้อาการที่พบไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากมีอาการแทรกซ้อน ไม่ได้รับการรักษาอาจสายเกินไป 

ลักษณะอาการของโรคเมลิออยด์หรือโรคไข้ดิน

อาการของโรคไข้ดิน มีดังนี้

  • มีไข้สูง
  • ไอ 
  • อาจพบแผลฝีหนองตามร่างกาย 

นอกจากนั้น ยังพบอาการรุนแรงแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 

  • การติดเชื้อที่ปอด ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ไม่อยากอาหาร หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก เจ็บกล้ามเนื้อ รวมถึงอาจไอเป็นเลือด ซึ่งอาการมีความคล้ายเคียงกับวัณโรค 
  • การติดเชื้อเฉพาะที่เฉียบพลัน หากบริเวณผิวหนังมีการติดเชื้อจะมีอาการเจ็บ บวม และมีแผลเปื่อยออกสีขาวเทา ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นหนอง ตามมาด้วยการเป็นไข้และเจ็บกล้ามเนื้อตามมา
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยมีแนวโน้มเกิดภาวะช็อกมากที่สุด อาการที่พบ ได้แก่ ปวดศีรษะ หายใจลำบาก มีไข้ ปวดข้อต่อ รู้สึกไม่สบายท้อง สูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคลบางราย อาจพบฝีทั่วร่างกาย
  • เชื้อกระจายทั่วร่างกาย ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อหัวใจ สมอง ตับ ไต ม้าม ต่อมลูกหมาก ข้อต่อ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก และดวงตา

ลักษณะการติดเชื้อผู้ป่วย

ติดเชื้อจากการสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน หรือบริโภคน้ำไม่สะอาดที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนัง การรับประทานอาหาร และการหายใจได้

กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคไข้ดินมากที่สุด ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมีย โรคไต และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสกับดินและน้ำเป็นเวลานาน เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่

วิธีการป้องกัน

  • ควรสวมรองเท้าบูตทุกครั้งขณะลุยน้ำหรือย่ำดิน
  • ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการกรองหรือต้มสุกแล้วเท่านั้น
  • ทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังจากมีการสัมผัสน้ำและดิน

ความอันตรายของโรค

ในกรณีที่ได้รับการรักษาช้าเกินไป อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะไตวายหรือการติดเชื้อในกระแสเลือด การทำงานของอวัยวะอื่น ๆ บกพร่อง รวมถึงการรับยาไม่ถูกชนิด ก็ล้วนแต่ส่งผลให้อากาศรุนแรงขึ้น แต่หากได้รับการวินิจฉัยอย่างทันถ้วนที จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันใน 2 สัปดาห์แรก (ด้วยวิธีการฉีด) จากนั้นแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะประเภทกินติดต่อกัน 5 เดือน 

ทั้งนี้แม้อาการของโรคที่ติดเชื้อเมลิออยด์จะไม่ได้รุนแรงนัก แต่ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก ดังนั้นจึงควรเฝ้าระวังและหาวิธีการป้องกันอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในบริเวณแถบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย