ยาต้านเศร้า

ยาต้านเศร้าให้คุณหรือให้โทษมากกว่ากัน

เราได้รู้จักกับภาวะซึมเศร้ากันมากขึ้นแล้ววนสังคมปัจจุบัน และรวมไปถึงประโยชน์ของยาต้านเศร้าว่ามีข้อดีหลายหลายอย่าง แต่การทานยาต้านเศร้านั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป ซึ่งหลายหลายอย่างนั้นมีข้อดีและมีข้อเสียที่ปะปนนกันอยู่ รวมไปถึงยาต้านเศร้าที่ก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่น ๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การทานยาต้านเศร้านั้นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน ซึ่งผลข้างเคียงของยาต้านเศร้าจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

ผลข้างเคียงจากยาต้านเศร้า

1. คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย และท้องไส้ปั่นป่วน        

ผู้ป่วยกว่า 40% ที่รับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าชนิด SSRIs พบว่าตัวเองได้รับผลข้างเคียงไม่มากนักอยู่ในระดับปานกลาง หลังจากการรับประทานยา โดยจะมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย อาเจียน และกระวนกระวาย และมีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหลังจากนั้นภายในไม่กี่วัน 

ซึ่งข้อดีของยากลุ่ม SSRI คือไม่มีฤทธิ์ Anticholinergic ฤทธิ์ง่วงซึมต่ำ สามารถใช้กับผู้ป่วยโรคทางร่างกาย เช่น โรคหัวใจ และผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัย พบการเสียชีวิตจากการกินยาเกินขนาดน้อยมาก

2. น้ำหนักเพิ่ม

มียาต้านเศร้าหลายตัวที่เมื่อทานแล้วจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม เช่น  Monoamine Oxidase Inhibitors (MAOIs) และ TCAs ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.59 – 1.32 กิโลกรัมต่อเดือน แต่น้ำหนักจะกลับมาปกติเมื่อใช้ไปในระยะยาว

3. ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โดยเฉพาะยา SSRIs ที่จะไปช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทนินในร่างกาย และชะลอการตอบสนองของสมองต่อการกระตุ้นทางเพศ ส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง องคชาตไม่แข็งตัว หรือคงความแข็งตัวได้ยาก ในผู้หญิงอาจมีภาวะช่องคลอดแห้ง และทำให้ถึงจุดสุดยอดทางเพศได้ช้าลงทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

4. ปากแห้งและมองเห็นภาพไม่ชัด

การรับประทานยา TCAs ซึ่งยาตัวนี้จะไปขัดขวางตัวรับบางตัวของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้การผลิตน้ำตาลลดลง และนำไปสู่การมองเห็นภาพไม่ชัด อาการปากแห้ง  คอแห้ง  วิงเวียนศีรษะ  หน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากความดันลดต่ำลง มองเห็นภาพไม่ชัด

5. รบกวนการนอน

ยารักษาโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ออกฤทธิ์โดยการควบคุมสารสื่อประสาทหลายชนิด ซึ่งรวมถึงโดปามีนและเซโรโทนิน ที่มีบทบาทสำคัญต่อวงจรการหลับตื่น ซึ่งส่งผลทำให้รบกวนการนอน ซึ่งในผู้ป่วยบางรายจึงอาจมีอาการวิตกกังวล กระวนกระวาย นอนไม่หลับในช่วงแรกได้ เพราะยา Fluoxiten มีการจับตัวกับ 5HT2C receptor สูง จึงมีฤทธิ์ทำให้เบื่ออาหารในช่วงแรก และมีฤทธิ์กระตุ้นสูงกว่า SSRI ชนิดอื่น

6. มีความคิดฆ่าตัวตาย

ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม SSRI อาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยซึมเศร้ามีความคิดฆ่าตัวตายได้ในช่วงแรกของการรักษา แต่ก็มีหลายการศึกษาโต้เถียงกันว่าไม่เป็นเช่นนั้น และความเสี่ยงเช่นนี้อาจไม่จำเพาะกับยากลุ่ม SSRI เท่านั้น อย่างไรก็ตามพบว่า fluoxetine มีความปลอดภัยในแง่นี้มากกว่า SSRI ขนานอื่น 

7. กลุ่มอาการเซโรโทนิน (Serotonin Syndrome)

อาการข้างเคียงชนิดนี้พบได้ไม่บ่อย แต่เป็นยาประเภทที่ควรทานเดี่ยว ๆ มันทานร่วมกับยาตัวอื่น ควรแจ้งแพทย์ให้ได้ทราบ รวมถึงวิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพรชนิดใดก็ตามที่กำลังรับประทาน

8. ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ

ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สับสน อ่อนเพลีย และในกรณีที่ร้ายแรงสามารถทำให้หมดสติหรือชักได้  ซึ่งยาตัวนี้อาจไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมระดับของเหลวและโซเดียมในร่างกาย ผู้ป่วยสูงอายุจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากกลไกนี้

ควรใช้ยาผ่านการดูแลของแพทย์

ผลข้างเคียงของยาต้านเศร้านั้นมีมากมายถึง 8 ข้อด้วยกันเลย ซึ่งหากว่าเราทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม มากเกินหรือน้อยเกิน จากการให้คุณก็อาจเปลี่ยนเป็นการให้โทษแทนได้เช่นกัน และยิ่งยาต้านเศร้าที่มีผลข้างเคียงในการทานยาเยอะแยะมากมายแบบนี้ เราจึงควรทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทานยา และใช้วิจารณญาณในการทานยาให้มีความพอดีพอเหมาะอยู่ในการดูแลของแพทย์

เติมฟิลเลอร์

กำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเหล็ก เติมฟิลเลอร์ได้เลยไหม สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

                การเติมฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า เพิ่มมิติ และแก้ไขปัญหาร่องลึกหรือใบหน้าที่ดูตอบลงโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สำหรับผู้ที่กำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเครื่องมือจัดฟัน หลายคนมักเกิดคำถามว่าสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้ทันทีหรือไม่ และจะส่งผลต่อผลลัพธ์ของการจัดฟันหรือรูปหน้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไหม เพราะการจัดฟันมีผลต่อโครงสร้างการสบฟัน ตำแหน่งของฟัน และลักษณะของเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้า เมื่อฟันเคลื่อนตัว รูปหน้าก็อาจเปลี่ยนไปตามธรรมชาติได้

กำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเหล็ก สามารถฉีดหรือเติมฟิลเลอร์ได้ไหม?

การเติมฟิลเลอร์ขณะกำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเหล็กสามารถทำได้ในหลายกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งระยะเวลาของการจัดฟัน ตำแหน่งที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้า รวมถึงแผนการรักษาในอนาคต เพราะอาจส่งผลต่อรูปหน้าและผลลัพธ์ได้ ดังนี้

กรณีที่กำลังจัดฟัน

หากอยู่ระหว่างการจัดฟัน โดยส่วนมากแพทย์มักแนะนำให้เติมฟิลเลอร์เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการจัดฟันก่อน เพราะในระหว่างการจัดฟัน ฟันจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ ส่งผลให้กล้ามเนื้อ ริมฝีปาก แก้ม และแนวกรามมีการปรับตัวตามไปด้วย หากต้องการฉีดจริง แพทย์จะพิจารณาจากการเคลื่อนของฟันเหลือว่าอีกมากไหม ตำแหน่งที่ต้องการฉีดได้รับผลกระทบจากการจัดฟัน มีการถอนฟันหรือวางแผนผ่าตัดขากรรไกรหรือไม่ รวมถึงสุขภาพช่องปากแข็งแรง ไม่มีการอักเสบหรือการติดเชื้อ หากต้องการฉีดบริเวณที่ไม่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงของฟันมากนัก เช่น ขมับ ใต้ตา หรือคางในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาว่าสามารถทำได้ แต่ยังคงต้องประเมินเป็นรายบุคคล แต่หากต้องการฉีดบริเวณริมฝีปาก ร่องแก้ม หรือแนวกราม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวของฟัน แพทย์อาจแนะนำให้รอจนกว่าการจัดฟันจะใกล้เสร็จหรือเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้เห็นโครงหน้าที่แท้จริงก่อน

กรณีเพิ่งถอดเหล็กจัดฟัน

หลังถอดเครื่องมือจัดฟัน หลายคนรู้สึกตื่นเต้นกับใบหน้าใหม่และต้องการเสริมความมั่นใจทันที แต่ในความเป็นจริง เนื้อเยื่อรอบริมฝีปากและกล้ามเนื้อบนใบหน้ายังต้องใช้เวลาปรับตัว โดยทั่วไปแพทย์หลายท่านมักแนะนำให้รอจนรูปหน้าและการสบฟันคงที่ก่อนเติมฟิลเลอร์ เพื่อให้สามารถประเมินรูปหน้าที่เข้าที่แล้วได้ชัดเจนมากขึ้น ระยะเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับลักษณะการจัดฟัน การถอนฟัน และการตอบสนองของร่างกาย การรอให้ใบหน้าเข้าที่ก่อน จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสม ลดโอกาสเติมมากเกินความจำเป็น และทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

        แม้ว่าผู้ที่กำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเหล็กจะสามารถเติมฟิลเลอร์ได้ในหลายกรณี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ควรทำทันที เพราะรูปหน้ายังอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนตัวของฟันและการปรับตัวของเนื้อเยื่อ การประเมินโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ตำแหน่งที่ปลอดภัย และปริมาณฟิลเลอร์ที่สอดคล้องกับโครงหน้าจริง ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และลดโอกาสในการแก้ไขในอนาคต หากกำลังจัดฟันหรือเพิ่งถอดเหล็ก ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด